น้ำเสียจากโรงงานเป็นหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมที่หน่วยงานรัฐให้ความสำคัญมากที่สุด และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้โรงงานถูกร้องเรียนจากชุมชน โรงงานในภาคอีสานที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำธรรมชาติยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
โรงงานประเภทไหนต้องมีระบบบำบัดน้ำเสีย?
ตามกฎหมาย โรงงานที่มีการปล่อยน้ำทิ้งออกสู่สิ่งแวดล้อมทุกประเภทต้องมีระบบบำบัดน้ำเสีย โดยเฉพาะ:
- โรงงานอาหารและเครื่องดื่ม
- โรงงานสิ่งทอและฟอกย้อม
- โรงงานผลิตยางและพลาสติก
- โรงงานชิ้นส่วนยานยนต์และโลหะ
- โรงงานแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร
- โรงงานที่ใช้สารเคมีในกระบวนการผลิต
แม้แต่โรงงานขนาดเล็กที่มีน้ำทิ้งจากกระบวนการผลิต ก็ต้องดูแลให้น้ำทิ้งได้มาตรฐานก่อนระบาย
มาตรฐานน้ำทิ้งที่กฎหมายกำหนด
ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดมาตรฐานน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม โดยวัดจากค่าต่างๆ เช่น:
- BOD (Biochemical Oxygen Demand) ไม่เกิน 20-60 มิลลิกรัม/ลิตร
- pH อยู่ระหว่าง 5.5-9.0
- TSS (Total Suspended Solids) ไม่เกิน 50-150 มิลลิกรัม/ลิตร
- น้ำมันและไขมัน ไม่เกิน 5-20 มิลลิกรัม/ลิตร
- โลหะหนัก เช่น ตะกั่ว ปรอท ต้องต่ำกว่าค่ามาตรฐาน
ค่ามาตรฐานอาจแตกต่างกันตามประเภทโรงงานและแหล่งรับน้ำ
หน้าที่ของโรงงานด้านน้ำเสีย
- ติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสีย ที่เหมาะสมกับประเภทการผลิต
- ดูแลรักษาระบบ ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดเวลา
- ตรวจสอบคุณภาพน้ำทิ้ง อย่างสม่ำเสมอและเก็บบันทึกผล
- รายงานผลการตรวจวัด ต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรมตามที่กำหนด
- ติดตั้งมาตรวัดน้ำทิ้ง สำหรับโรงงานที่กฎหมายกำหนด
บทลงโทษ
โรงงานที่ปล่อยน้ำเสียเกินมาตรฐานหรือไม่มีระบบบำบัดน้ำเสีย มีโทษ:
- จำคุกไม่เกิน 2 ปี และ/หรือ ปรับไม่เกิน 200,000 บาท
- สั่งหยุดดำเนินกิจการชั่วคราวจนกว่าจะแก้ไข
- เพิกถอนใบอนุญาตโรงงานในกรณีร้ายแรง
- ต้องรับผิดชอบค่าฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม
นอกจากโทษตาม พ.ร.บ. โรงงาน ยังอาจถูกฟ้องแพ่งจากชุมชนหรือบุคคลที่ได้รับความเสียหายจากน้ำเสียด้วย
TML Esan ช่วยอะไรได้?
TML Esan ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อมสำหรับโรงงาน ตรวจสอบความสอดคล้องกับกฎหมาย และช่วยเตรียมเอกสารสำหรับการขอใบอนุญาตหรือต่ออายุที่เกี่ยวข้องกับน้ำเสีย
ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
📞 โทร: 065-717-7837 💬 LINE: @TML Esan 📧 อีเมล: Phusit@TMLthailand.com 🌐 เว็บไซต์: tmlthailand.com

ใส่ความเห็น